Nipada's profileⓛⓞⓥⓔ Sovereignty owned b...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
ⓛⓞⓥⓔ Sovereignty owned by peopleเมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
Great อืม มานก็เพราะดีอ่ะนะ
เพลงเยอะไงเลยไว้ต่างหาก
นี่ก็เยอะเหมือนกัน แยกดีกว่า
|
June 30 ชนชั้นกลาง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1505 พลเอกสมเจตน์ บุญถนอมให้สัมภาษณ์มติชนว่า หากเมืองไทยมีชนชั้นกลางสัก 70-80% ประชาธิปไตยก็จะไปได้ (โดยท่านไม่ต้องออกมาช่วยเขาทำรัฐประหาร?) ถ้ามองในบริบทของโลก ผมคิดว่าท่านพูดช้าไปประมาณ 150 ปี แต่มองในบริบทของไทยก็นับว่ายังทันสมัยอยู่ แม้ว่าในเมืองไทยพูดเรื่องนี้กันมาไม่ต่ำกว่า 75 ปีแล้วก็ตาม ประชาธิปไตยแบบตะวันตกซึ่งเราใช้เป็นแม่แบบนั้น ที่จริงแล้ว เป็นการปกครองของอภิสิทธิ์ชน ถ้าเอากรีกเป็นต้นกำเนิด เอเธนส์ให้สิทธิทางการเมืองเฉพาะแก่เสรีชน ซึ่งหมายความถึงคนจำนวนน้อยที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินและเป็นผู้ชาย จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 อังกฤษก็ยังให้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแก่ผู้เสียภาษีทรัพย์สินและผู้ชายเท่านั้นเหมือนกัน... และแน่นอนว่าเป็นคนส่วนน้อยของสังคม ท่ามกลางการต่อสู้เรียกร้องสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมของคนที่ถูกผลักไปอยู่ชายขอบ จะให้เหตุผลแก่อภิสิทธิ์นี้อย่างไร จะบอกว่าอั๊วเป็นเจ้าของประเทศมากกว่าลื้อก็ไม่ได้ เพราะขัดกับสำนึกความเป็นพลเมืองของชาติซึ่งอภิสิทธิ์ชนปลุกเร้าขึ้นมาเองในช่วงนี้เหมือนกัน คำตอบที่ฟังเข้าท่ากว่าซึ่งอภิสิทธิ์ชนใช้ก็คือ อั๊วมีการศึกษาดีกว่าลื้อ จึงอยู่ในฐานะที่จะตัดสินชะตากรรมของบ้านเมืองได้ดีกว่าลื้อ นักเรียนไทยที่ไปเรียนยุโรปในช่วงนี้ รับเอาคำตอบนี้มาปรับใช้ในเมืองไทย น่าประหลาดที่ทั้งฝ่ายราชาธิปไตยและประชาธิปไตยต่างปรับใช้ตรงกัน นั่นคือ สิทธิทางการเมืองนั้นต้องสงวนไว้แก่คนมีการศึกษาเท่านั้น พระราชนิพนธ์ใน ร.6 หลายชิ้น จำลองภาพของระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยที่ยังไม่ "พร้อม" ว่า คือการโต้เถียงขัดแย้งกันด้วยเรื่องไร้สาระ โดยตัวแทนประชาชนซึ่งได้รับเลือกตั้งเพราะมีเงินมาก และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่ใช่ไทยแท้ หากเป็นคนจีนหรือลูกจีน โดยนัยะก็คือองค์กรปกครองอย่างนี้ย่อมนำบ้านเมืองไปสู่หายนะ แน่นอนว่า คนที่ควรบริหารบ้านเมืองนั้น นอกจากต้องมีการศึกษาแล้ว ยังควรเป็นสุขุมาลชาติ (ผู้มีกำเนิดอันละเอียดอ่อน) ด้วย คณะราษฎรไม่เห็นว่าสุขุมาลชาติเป็นคุณสมบัติสำคัญ แต่เห็นพ้องว่า การศึกษามีความสำคัญ ดังนั้น จึงกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก (ซึ่งฝ่ายเจ้ามีส่วนร่วมร่างขึ้น) ว่า ก่อนที่ประชาชนเกินครึ่งจะได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ สภาผู้แทนราษฎรจะประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง... เป็น "การเมืองใหม่" ที่มีอายุ 77 ปีเข้าไปแล้ว หลักการข้อนี้ไม่เคยเสื่อมถอยไปในประชาธิปไตยไทย ตราบจนกระทั่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กล่าวคือ ในสภาผู้แทนราษฎรอาจไม่มี ส.ส.ที่มาจากการแต่งตั้งเลย แต่มีก็จะมีวุฒิสภาหรือพฤติสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งคอยถ่วงดุลอยู่เสมอ แต่ครั้นรัฐธรรมนูญฉบับนั้นถูกฉีก หลักการข้อนี้ก็กลับมาในวุฒิสภาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อีก ผมจึงบอกว่า ความคิดของท่านพลเอกสมเจตน์นั้นทันสมัยในเมืองไทย แม้ว่าล้าสมัยในโลก อย่างไรก็ตาม หลักการข้อนี้เป็นหลักการที่คานธีและผู้นำกู้ชาติอินเดียไม่เชื่อถือ อินเดียให้สิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมแก่พลเมืองของตนนับตั้งแต่ได้รับเอกราช ทั้งๆ ที่ในตอนนั้น กว่าครึ่งของพลเมืองอินเดียอ่านหนังสือไม่ออก และจนถึงทุกวันนี้ ประชาธิปไตยอินเดียก็ยังทำงานได้ดี (อย่าคิดว่าเป็นมรดกทางการเมืองของอังกฤษ เพราะประชาธิปไตยทำงานไม่ได้เอาเลยในอดีตอาณานิคมอังกฤษอีกมาก เช่น ปากีสถาน, แอฟริกาใต้สมัยแบ่งแยกผิว หรือในโรดีเชีย-แซมเบีย เป็นต้น) ประชาธิปไตยอินเดียจึงพิสูจน์ว่า การศึกษาไม่ใช่เงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ของประชาธิปไตย ยิ่งกว่านี้ เมื่อเราเอาการศึกษาไปผูกติดไว้กับชนชั้นกลาง นัยะก็คือ การศึกษามีความหมายเฉพาะการศึกษาในระบบ ซึ่งชนชั้นกลางมักได้รับสูงกว่าคนอื่น ออกจะเป็นการให้ความหมายแก่การศึกษาที่แคบไปหน่อย นอกจากนี้ ก็ไม่ค่อยชัดเจนนักนะครับว่า ความรู้ที่ได้จากการศึกษาในระบบนั้นจะทำให้คนชั้นกลางตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างฉลาดแหลมคมขึ้นอย่างไร เช่น ถ้ารู้กฎแรงโน้มถ่วงแล้วจะทำให้รู้ได้อย่างไรว่า ควรซื้อหรือเช่ารถเมล์ดี แท้จริงแล้ว ความหมายที่แท้จริงของการศึกษาคือการเรียนรู้ คนเราเรียนรู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านระบบการศึกษา และในความเป็นจริง ผู้คนเรียนรู้อะไรมากมายจากชีวิตของตนเอง แค่ดูทีวีก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ ทั้งที่จริงและไม่จริง ทั้งที่ได้เรื่องและไม่ได้เรื่อง เช่นเดียวกับสนทนากับผู้อื่น, ไปวัดฟังธรรม, ดูคอนเสิร์ต, จีบแฟน ฯลฯ คนที่ผ่านการศึกษาในโรงเรียนก็เรียนรู้จากชีวิตจริงของตน มากเสียยิ่งกว่าในห้องเรียนเสียอีก ปัญหาก็คือ คนต้องเรียนรู้อะไรจึงจะทำให้เป็นผู้ใช้สิทธิ์ทางการเมืองได้อย่างเหมาะสมกับพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย คำตอบตรงไปตรงมาคือเรียนรู้ความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ในโลกครับ คือรู้ว่าทำอย่างนี้แล้ว จะไปกระทบถึงคนอื่นและอะไรอื่นอย่างไรบ้าง และที่สำคัญที่สุดคือกระทบถึงตัวและเครือข่ายความสัมพันธ์ของตัวอย่างไร ที่ผมเรียกว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ในที่นี้ มีความหมายทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม เพื่อนฝูงญาติพี่น้องหรือชุมชนก็คือเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม แต่สำนึกถึงกลุ่มที่ใหญ่กว่านั้น เช่น จังหวัดของตัว, ชาติของตัว หรือมนุษยชาติทั้งโลก เป็นเครือข่ายเชิงนามธรรม อย่านึกนะครับว่า คนที่ไม่ผ่านการศึกษาในระบบคิดถึงเครือข่ายเชิงนามธรรมไม่เป็น คนไทยโบราณมีสำนึกเต็มเปี่ยมถึงโลกของชาวพุทธ ที่มีกำเนิดในลังกา-เมืองมอญ และข้ามไปจนถึงลาวและเขมรว่า เป็นกลุ่มทางสังคมที่ตัวสังกัดอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่คนไทยโบราณไม่เคยผ่านโรงเรียนเลย คนอินเดียที่อ่านหนังสือไม่ออก ก็มีสำนึกถึงเครือข่ายเชิงนามธรรมได้เหมือนกัน เช่นสำนึกใน "กลุ่ม" ภาษาเดียวกัน เป็นต้น ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า คนเราไม่ได้เรียนรู้อย่างอิสระเสรี แต่ทุกคนต่างเรียนรู้อยู่ภายใต้ความคิดครอบงำบางอย่างทั้งนั้น (ซึ่งนักวิชาการเรียกว่า "วาทกรรม" -ไม่ได้แปลว่าคำพูด) ฉะนั้น เราจึงเรียนรู้อะไรภายใต้การกำกับของความคิดครอบงำในวัฒนธรรมของเราเสมอ เช่น คนไทยเรียนรู้ความเชื่อมโยงทางสังคมภายใต้การยอมรับถึงความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ เป็นต้น ถามว่า การศึกษาในระบบปลดปล่อยคนจากความคิดครอบงำได้กระนั้นหรือ? คำตอบกลับเป็นตรงกันข้ามเลยทีเดียว การศึกษาในระบบของไทยคือการปลูกฝังความคิดครอบงำ (อีกชุดหนึ่ง) ให้ฝังรากแน่นแฟ้นจนถ่ายถอนได้ยากด้วยซ้ำ ไม่เฉพาะแต่ความคิดครอบงำทางการเมืองเท่านั้นนะครับ แต่รวมถึงความคิดครอบงำทางสังคม, เศรษฐกิจ, วัฒนธรรม หรือแม้แต่ทางวิชาการด้วย และความคิดครอบงำหลายอย่างที่ปลูกฝังกันในโรงเรียนนั้นเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยด้วยซ้ำ การศึกษาในระบบจึงไม่เป็นเหตุผลที่จะสนับสนุนให้สิทธิทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของใครมีมากกว่าใคร ประชาธิปไตยจะไปได้หรือไม่จึงไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนของชนชั้นกลางแต่อย่างไร นอกจากนี้ ใครคือชนชั้นกลางครับ คำนี้นิยามยากในทางวิชาการ ซ้ำยังยากขึ้นไปอีกเมื่อไปผูกกับประชาธิปไตย ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศประชาธิปไตยเวลานี้คือแรงงาน ถือว่าเป็นคนชั้นกลางหรือไม่? อย่าลืมนะครับว่าแรงงานมักอยู่ในเขตเมือง ได้รับข้อมูลข่าวสารหนาแน่น และมักมีวิถีชีวิตหรืออย่างน้อยมีความฝันว่าจะมีวิถีชีวิตเหมือนคนมีฐานะดีในเมือง หรือคนชั้นกลางอื่นๆ นั่นเอง ทั้งมีสำนึกทางการเมืองที่แหลมคม เพราะต้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ด้วยการเคลื่อนไหวทางการเมือง ถ้าถือว่าแรงงานคือคนชั้นกลาง ปัจจุบันส่วนใหญ่ของคนไทยคือแรงงานครับ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ และควรรวมถึงเจ้าของธุรกิจรายย่อย เช่นขายกล้วยปิ้งด้วย ในทำนองเดียวกัน ส่วนใหญ่ของเกษตรกรไทยเวลานี้ทำเกษตรเชิงพานิชย์ หมายความว่าผลประโยชน์ของเขาผูกพันอยู่กับการจัดสรรทรัพยากรของรัฐอย่างแยกไม่ออก แม้จำนวนมากยังยากจนอยู่ แต่ก็มีสำนึกเต็มเปี่ยมว่า การจัดสรรทรัพยากรซึ่งปรากฏในรูปนโยบายสาธารณะย่อมกระทบถึงเขาอย่างแน่นอน คุณสมบัติเช่นนี้คือ คุณสมบัติทางการเมืองที่เราคาดหวังจากชนชั้นกลางไม่ใช่หรือ? ถ้าเช่นนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่ของไทยได้กลายเป็นชนชั้นกลางไปแล้ว ในความเป็นจริง เมืองไทยเวลานี้อาจมีชนชั้นกลางมากกว่า 70-80% แล้ว การชุมนุมของคนเสื้อแดง ก็เป็นการชุมนุมทางการเมืองของชนชั้นกลางเหมือนกัน ผมคิดว่าปัญหาของพลเอกสมเจตน์และของกลุ่มคนเสื้อเหลืองอยู่ที่ ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ยังพยายามจะหวงแหนอภิสิทธิ์ทางการเมืองไว้กับคนจำนวนน้อยในนามของประชาธิปไตยแบบไทยเหมือนเดิม นี่เป็นความพยายามที่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากความพยายามที่เป็นไปไม่ได้นี้ ปัญหาที่คนเหล่านี้ควรคิดก็คือ จะผนวกเอาคนแปลกหน้าจำนวนมหึมาเหล่านี้เข้ามาในกระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างไร โดยไม่ขยายโอกาสให้นักการเมืองขี้ฉ้อใช้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมตรงนี้ เข้าไปฉ้อโกงได้ถนัดมือขึ้น แต่การตั้งหน้าตั้งตาปฏิเสธคนแปลกหน้า ด้วยการรัฐประหารก็ดี ด้วยการชุมนุมกดดันทางการเมืองอย่างผิดกฎหมายก็ดี รังแต่จะนำไปสู่ความวุ่นวายมากขึ้น จนเกินกว่าพลังของสังคมไทยจะรับได้ในวันหนึ่ง หน้า 25
ที่มา ; http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q2/2009june19p5.htm สืบค้นวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2552 June 11 อำนาจตุลาการกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของความเป็นรัฐคือ อำนาจอธิปไตย (sovereignty) เพราะ เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศโดยเป็นอำนาจที่จะบังคับให้ประชาชนภายใน รัฐปฏิบัติหรืองดเว้นปฏิบัติ และยังใช้ในการอ้างสิทธิเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มอำนาจอื่น ๆ เข้ามามีอำนาจเหนือพื้นที่ที่รัฐ นั้น ๆ อ้างอำนาจอธิปไตยอยู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คืออำนาจอธิปไตยคืออำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจทางกฎหมายที่มีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด (final legal authority) โดยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้นจะขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงเป็นสำคัญ อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรีก็มีลักษณะถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและ กัน ดังจะเห็นได้จากความในมาตรา ๑๘๕ ที่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้ง หมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ โดย : ประชาไท June 07 เปิดบันทึกนักปฏิรูปตกอับ "จ้าวจื่อหยาง" - ความทรงจำเทียนอันเหมินและการเมืองจีนจ้าวจื่อหยาง อดีตนายกรัฐมนตรีและปีกปฏิรูปในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผู้ขัดแย้งกับปีกอนุรักษ์นิยมในพรรคจากเหตุที่เขาพยายามเจรจาอย่างนิ่มนวล กับผู้ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 2532 ทำให้พรรคสั่งกักบริเวณและเขาไม่สามารถแสดงความเห็นใดๆ ได้ กระทั่งเปาตงอดีตผู้ช่วยของเขานำบันทึกเสียงยาว 30 ชั่วโมง ของเขาขณะถูกกักบริเวณออกมาเผยแพร่หลังจากที่เขาเสียชีวิตแล้ว
![]() อนุสรณ์รำลึกถึงจ้าวจื่อหยาง ในวันที่ 21 ม.ค. 2548 ที่วิกเตอเรียพาร์ค , ฮ่องกง
(รูปโดย Bobby Yip, Reuters)
อดีตผู้ช่วยของจ้าวจื่อหยาง* ได้เผยแพร่เทปบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการปราบปรามการชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen) ซึ่งกำลังจะครบรอบยี่สิบปีในวันที่ 4 มิ.ย. ที่จะถึงนี้
20 ปีหลังจากที่กลุ่มนักศึกษาชาวจีนได้ไปชุมนุมที่จัตุรัส ก่อนถูกปราบปรามด้วยรถถังและอาวุธปืนจากกองกำลังรัฐบาลจีนในสมัยนั้นที่ เรียกตัวเองว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People's Liberation Army - PLA) ก็ได้ มีอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์คนหนึ่งทำการเผยแพร่เทปบันทึก เสียงของจ้าวจื่อหยางอย่างเป็นทางการ โดยในบันทึกเสียงดังกล่าวเป็นเสียงของจ้าวจื่อหยางที่เรียกร้องระบอบ ประชาธิปไตยแบบรัฐสภาจากรัฐบาลจีน
จ้าวจื่อหยาง ตกเป็นจำเลยของความอัปยศทางการเมืองเมื่อมีการปราบปรามการชุมนุมด้วยความรุนแรงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 2532 เขาได้อธิบายไว้ในบันทึกเสียงว่า "มันเป็นโศกนาฏกรรมช็อกโลก ที่ยังไงก็ต้องเกิดขึ้นแม้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม"
เขาเล่าว่าได้ยิน "เสียงปืนกระหน่ำยิง" (intense gunfire) ในช่วงเย็นของวันที่ 3 มิถุนายน ปี พ.ศ. 2532 ขณะอยู่ในบ้านที่กรุงปักกิ่ง หลังเดียวกับที่เขาถูกสั่งกักบริเวณจนกระทั่งเสียชีวิต เขาได้สรุปไว้ในข้อเขียนเกี่ยวกับความทรงจำทางการเมืองที่ไม่ได้รับการตี พิมพ์ว่า หนทางเดียวที่จีนควรจะเดินไปข้างหน้าคือการเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
"แน่นอน ว่า มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตจะมีระบอบการเมืองที่ล้ำหน้ายิ่งกว่าประชาธิปไตย แบบรัฐสภา" จ้าวกล่าว "แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ในปัจจุบัน มันไม่มีอย่างอื่นที่ดีกว่า"
เขายังได้บอกอีกว่าจีนจะไม่สามารถมีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง หรือกลายเป็นสังคมสมัยใหม่ที่มีหลักนิติธรรมได้เลยหากปราศจากประชาธิปไตย
"แทนที่ จะเป็นเช่นนั้น มันเป็นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ รวมทั้งจีน คือการใช้อำนาจเพื่อแสวงหากำไร เกิดการโกงอย่างกว้างขวาง และสังคมก็แบ่งขั้วกันระหว่างคนรวยกับคนจน"
อดีตผู้ช่วยนำคำของจ้าวมาเผยแพร่
อดีตผู้ช่วยทางการเมืองของจ้าว ที่ชื่อเปาตง ผู้เคยต้องโทษจำคุก 7 ปี ได้ปล่อยเทปบันทึกเสียงออกมาก่อนหน้าการครบรอบ 20 ปี ของเหตุใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษาในปี พ.ศ. 2532 ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยหรืออาจจะมากกว่า 1,000 คน
"จ้าว จื่อหยางได้ทิ้งเทปบันทึกเสียงเหล่านี้เอาไว้ นี้เป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากเขา" เปาเขียนข้อความจากบ้านในกรุงปักกิ่งที่เขาถูกกักบริเวณ "มันเป็นสิ่งตกทอดที่จ้าวจื่อหยางมอบให้กับชาวจีนทุกคน เป็นงานของผมที่จะส่งมันไปให้โลกรับรู้ในรูปแบบของคำ และเพื่อจะจัดการสิ่งต่าง ๆ"
"เนื้อหา ของมันมีนัยสำคัญกับประวัติศาสตร์ที่ยังคงส่งอิทธิพลกับประชาชนจีนมาจนถึง ทุกวันนี้ สาระสำคัญของประวัติศาสตร์ที่ว่านี้คือการปฏิรูป" เปากล่าว
ทางการจีนคอยควบคุมไม่ให้มีการแสดงความเสียใจต่อจ้าวหลังจากวันที่เขาเสียชีวิตคือวันที่ 17 ม.ค. 2548 โดยได้จับกุมประชาชนหลายสิบคนที่มาวางดอกไม้สีขาวเพื่อเป็นเกียรติ์ให้แก่จ้าวจื่อหยางที่บ้านของเขาเอง
ขณะ ที่ในฮ่องกงได้มีการไว้ทุกข์จ้าวอย่างเปิดเผยโดยคนนับพันคน อย่างไรก็ตามหลายคนมองปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการแสดงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ของคนฮ่องกงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในจีน
ให้เยาวชนจีนได้เรียนรู้
เปา บอกว่าสาเหตุที่เขาปล่อยเทปนี้ออกมาส่วนหนึ่งเพราะต้องการให้เยาวชนจีนใน รุ่นนี้ที่ไม่เคยได้ยินชื่อของจ้าวจื่อหยางได้ศึกษา โดยเปาเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "ภาระทางการเมือง" สำหรับเขาเอง
"ใน จีนแผ่นดินใหญ่ตอนนี้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้ถูกปิดผนึกไว้ไม่ก็บิดเบือนไป ฉะนั้นมันจะเป็นประโยชน์หากมีการพูดคุยประวัติศาสตร์ในส่วนนี้ร่วมกับผู้ อ่านที่ยังเป็นเยาวชน"
"ชื่อ ของจ้าวจื่อหยางถูกลบออกจากสื่อ ทั้งข่าวสาร หนังสือ วารสาร รวมถึงบันทึกประวัติศาสตร์ภายในจีน" นี้คือสิ่งที่เปาเขียนไว้ในบทความที่ส่งมาพร้อมเทป โดยให้ชื่อบทความว่า "จากเบื้องหลังประวัติศาสตร์สู่เทปบันทึกของจ้าวจื่อหยาง" (The Historical Background to the Zhao Ziyang Recordings)
"จ้าว ต้องการกล่าวถึงประเด็นการโกงกินของเจ้าหน้าที่และเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวจีนโดยทั่วไปส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ เขาเขียนโดยใช้หลักการทางนิติธรรมเข้าจับ" เปาเขียนถึงความขัดแย้งระหว่างอดีตผู้สอนเรื่องการเมืองให้เขากับผู้นำในยุค นั้นคือเติ้งเสี่ยวผิง
"เขา (จ้าวจื่อหยาง) ต้องการกระตุ้นให้ปฏิรูประบอบการเมืองจีนร่วมไปกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจให้ ลึกกว่าเดิม มุ่งความสนใจของสังคมทั้งหมดไปสู่ประเด็นการปฏิรูป”
ก่อน หน้านี้รัฐบาลจีนได้เริ่มเพิ่มความแน่นหนาด้านการรักษาความปลอดภัยรอบ ๆ กรุงปักกิ่งก่อนหน้าวันครบรอบเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความอ่อนไหวเช่นนี้
ทั้งบทความและการโพสท์ในกระดานข่าวที่มักมีความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่งกับเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนจะถูกลบออกจากหน้าอินเตอร์เน็ต รวมถึงเรื่องที่เรียกร้องให้มีการกู้ชื่อเสียงของจ้าว และหู เย่าปัง ผู้ที่เสียชีวิตในวันที่ 15 เม.ย. 2532 ความตายของหูเป็นชนวนให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา
![]() ชายคนหนึ่งที่ฮ่องกงกำลังอ่านหนังสือ “Prisoner of the State: The Secret Journal of Zhao Ziyang” หนังสือดังกล่าวจำหน่ายได้ที่ฮ่องกง แต่เป็นหนังสือต้องห้ามบนจีนแผ่นดินใหญ่ (Getty Images)
เทปบันทึกของจ้าวจื่อหยางถูกนำไปแปลงเป็นหนังสือ
ทางสำนักข่าว BBC ได้ รายงานว่ามีการตีพิมพ์และวางจำหน่ายหนังสือเกี่ยวกับความทรงจำของจ้าวจื่อ หยางชื่อ "ผู้ถูกรัฐบาลจองจำ: บันทึกลับของนายกรัฐมนตรีจ้าวจื่อหยาง" (Prisoner of the State: The Secret Journal of Zhao Ziyang) โดยฉบับภาษาอังกฤษมีวางจำหน่ายแล้วในฮ่องกง ขณะที่ฉบับของจีนมีแผนวางจำหน่ายในวันที่ 29 พ.ค. ที่จะถึงนี้ โดยหนังสือเล่มดังกล่าวอ้างอิงเนื้อหาจากเทปบันทึกลับที่จ้าวบันทึกเอาไว้ขณะถูกกักบริเวณอยู่ในบ้าน
เทปบันทึกความยาว 30 ชั่วโมง ได้ถูกลักลอบนำออกจากจีนเพื่อมาทำเป็นหนังสือ เนื้อหาในนั้นเป็นความลับมากเสียจนลูกสาวของจ้าวจื่อหยางที่ชื่อ หวังยันนาน ยังบอกกับ BBC ว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรที่อยู่ในหนังสือเลย
ใน หนังสือ "ผู้ถูกรัฐบาลจองจำ: บันทึกลับของนายกรัฐมนตรีจ้าวจื่อหยาง" อดีตเลขาธิการกองทัพระบุไว้ว่านักศึกษาแค่ต้องการให้พรรครัฐบาลแก้ไขข้อผิด พลาด ไม่ได้คิดจะล้มล้าง
ด้าน Far Eastern Economic Review รายงาน ว่า ในหนังสือบันทึกลับของจ้าวจื่อหยางเล่มนี้ มีคนเขียนคำนำคือนักวิทยาศาสตร์ด้านการเมืองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รอเดอร์ริค แมกฟาคูอาร์ เขาเขียนในคำนำของหนังสือว่าจ้าวจื่อหยางได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง "ของการต่อสู้ภายในซึ่งรองรับด้วยความสับสนคลุมเครือที่สามารถรับรู้ได้จาก สิ่งที่ปรากฏ" โดยในช่วงเริ่มต้นของเนื้อหา ได้บรรยายถึงการที่จ้าวพยายามยับยั้งการปราบปรามนักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ที่ จัตุรัสเทียนอันเหมืน และยังบรรยายถึงการที่พวกหัวแข็งในพรรครู้สึกขัดใจ เพราะจ้าวใช้วิธีที่นุ่มนวลโต้ตอบกับกลุ่มผู้ประท้วงจนทำให้ชีวิตเขาต้องจม ดิ่งในที่สุด
จ้าว จื่อหยางยังได้บรรยายไว้ในหนังสืออีกว่า นายกฯ หลี่เผิง คอยควบคุมอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ ขณะที่เขา (จ้าวจื่อหยาง) เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ โดยหลี่เผิงตีพิมพ์บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์พีเพิลเดลี่ในวันที่ 26 เม.ย. 2532 โดยป้ายสีผู้ชุมนุมว่าเป็น "พวกต่อต้านพรรค พวกก่อความวุ่นวายต้านสังคมนิยม" จ้าวเปิดเผยในหนังสืออีกว่า บทบรรณาธิการชิ้นนี้ทำให้ความโกรธของนักศึกษาที่เพิ่งหนีตายจากจัตุรัสปะทุ ขึ้นมาอีกครั้งและยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย จ้าวโต้ว่านักศึกษามีสิทธิที่จะว่ากล่าว พวกเขามีสิทธิที่จะแสดงความเห็นอย่างเสรี และควรจะใช้วิธีการเจรจาให้พวกเขายอมกลับไปเรียนหนังสือ
BBC ยังได้รายงานอีกว่าการที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เป็นเหมือนการสร้างความอับอายให้รัฐบาลจีน เพราะทางรัฐบาลจีนไม่เต็มใจที่จะบอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นในวันนั้น
![]() รูปของจ้าวจื่อหยางในปี 2537 หลังถูกสั่งกักบริเวณอยู่ภายในบ้าน
(Reuters Pictures)
ประวัติของจ้าวจื่อหยาง
จ้าวจื่อหยาง เกิดเป็นลูกของเจ้าที่ดินมีฐานะในเหอหนาน เขาเข้าร่วมยุวชนคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ. 2475 และทำงานใต้ดินเป็นเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ในช่วงที่มีสงครามกับญี่ปุ่น (พ.ศ. 2480 - 2488) และในช่วงที่มีสงครามกลางเมืองจีน พ่อของเขาถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่พรรคในช่วงปลายทศวรรษที่ 2480s กระทั่งในปี 2508 เขาจึงได้รับตำแหน่งเป็นเลขาธิการประจำกวางตุ้ง
ต่อมาจ้าวจื่อหยางได้สนับสนุนแนวคิดปฏิรูปของหลิวเชาหยื่ (Liu Shaoqi) ทำให้ถูกปลดและต้องรับโทษใช้งานหนักในโรงงานเป็นเวลาสี่ปี ขณะที่หลิวถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศ
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2516 จ้าวก็ได้รับการไถ่ถอนความผิดโดยโจวเอินไหล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการกลางของพรรคและถูกส่งไปยังเสฉวน ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจของเสฉวนถูกทำลายไปโดยนโยบาย "การก้าวกระโดดครั้งใหญ่" (Great Leap Forward) และ "การปฏิวัติวัฒนธรรม" (Cultural Revolution) จ้าว จัดการกับเสฉวนด้วยการเสนอให้ปฏิรูปด้านเศรษฐกิจโดยเน้นการตลาดเป็นหลัก ซึ่งประสบความสำเร็จ โดยทำให้อัตราการผลิตทางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 81 และผลผลิตทางเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ภายในสามปี จนเติ้งเสี่ยวผิงเห็นสิ่งที่ประสบในเสฉวนเป็นต้นแบบของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน หลังจากนั้นจ้าวจึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรคส่วนกลาง (Poliburo Standing Committee) ในปี 2525
แนวคิดการปฏิรูปจีนของจ้าวจื่อหยาง
ในปี 2526 จ้าวได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาพัฒนาแนวคิดที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบสังคมนิยมให้เอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจ จีน ในขณะที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีมีนโยบายเป็นจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จในเสฉวน โดยให้มีการจัดการอุตสาหกิจด้วยตนเองแบบจำกัด (Limited Self-Management to Industrial enterprises) และ เพิ่มการควบคุมผลผลิตทางการเกษตร เขาพยายามพัฒนาพื้นที่ในเขตชายฝั่งด้วยการทำให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษที่ จะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและสร้างศูนย์กลางการส่งออก ซึ่งทำให้เกิดการเจริญเติบโตทั้งด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเบาตลอดช่วง ทศวรรษที่ 2520s แต่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจของเขาก็ได้รับการวิจารณ์ว่าทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
จ้าวจื่อหยางยังเชื่ออีกว่าถ้าต้องการความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจก็หนีไม่พ้นการทำให้เป็นประชาธิปไตย (Democratization) จ้าวเป็นคนแรกที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งระบอบผู้แทน โดยใช้ระบอบนี้ตั้งแต่ในระดับหมู่บ้านมาจนถึงระดับสมาชิกในคณะกรรมการกลาง
หลายคนเรียกจ้าวว่าเป็นพวกลัทธิแก้มาร์กซิสต์ (revisionist of marxism) เขา เรียกร้องให้รัฐบาลมีความโปร่งใสและเปิดอภิปรายระดับชาติให้มีการคำนึกถึง พลเมืองทั่วไปในกระบวนการสร้างนโยบาย ซึ่งตรงนี้ทำให้จ้าวได้รับความนิยมจากประชาชน ผลจากการรื้อโครงสร้างทางเศรษฐกิจในเสฉวน ถึงขั้นทำให้ประชาชนทั่วไปมีการเล่นคำกันกับชื่อของจ้าวว่า "เยา ฉื่อ เหลียง, จ้าว จื่อหยาง" (yao chi liang, zhao Ziyang) แปลว่า "ถ้าอยากจะเลี้ยงปากท้องตน ก็จงเดินรอยตามคุณจื่อหยาง"
ทาง ผู้สังเกตการณ์จากตะวันตกเล่าว่า ในช่วงที่จ้าวจื่อหยางเป็นเลขาธิการทั่วไปนั้น เป็นช่วงที่จีนสมัยใหม่มีบรรยากาศเปิดกว้างมากที่สุด ข้อจำกัดต่าง ๆ ในเรื่องเสรีภาพสื่อและเสรีภาพในการแสดงออกก็ผ่อนคลายลง เปิดโอกาสให้นักวิชาการช่วยออกความเห็นในเรื่องการพัฒนาประเทศ
![]() จ้าวจื่อหยางขณะกำลังเจรจากับผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน วันที่ 19 พ.ค. 2532 ผู้ที่ยืนอยู่คนที่สองจากทางขวามือคือเหวินเจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนคนปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นเป็นคนสนิทของจ้าว (AP Photo)
ขาลงของนักปฏิรูป
ในเดือนพฤษภาคม 2531 แผนของจ้าวที่จะปฏิรูปราคาสินค้าอย่างเร่งด่วน ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นเป็นวงกว้างเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อที่ลุกลาม และทำให้ผู้ที่ต่อต้านเขามีโอกาสดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง เพิ่มการควบคุมทางเศรษฐกิจและเข้มกวดกับการปิดกั้นอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น ช่วงครึ่งหลังของปี 2531 สภาวะแวดล้อมทางการเมืองของเจ้าก็เริ่มตกต่ำ มีการต่อสู้กับกลุ่มย่อยของพวกผู้อาวุโสในพรรคที่เริ่มไม่พอใจอุดมการณ์ของ จ้าว กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่อยู่ในกรมการเมือง (Politburo) ก็ ไม่ถูกกับเขาเช่นกัน สิ่งเหล่านี้กดดันให้จ้าวต้องต่อสู้ทางการเมืองอย่างหนัก จนกระทั่งหู เย่าปัง อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเสียชีวิต เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงใหญ่ขึ้น
การ ชุมนุมในครั้งนั้นมีทั้งนักศึกษา นักวิชาการ และคนทั่วไปในเมือง ที่นอกจากกรณีการเสียชีวิตของหู เย่าปัง นักปฏิรูปอีกคนแล้ว ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประชาชนเกิดความยากลำบากก็เป็นอีกชนวนหนึ่งที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ จนกระทังในเหตุการณ์ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 2532 ช่วงนั้นจ้าวกำลังไปเยือนเกาหลีเหนือ พวกหัวแข็งในพรรคก็ใช้โอกาสนี้กล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็น "พวกต่อต้านการปฏิวัติ" โดยที่หลังจากจ้าวกลับจากเกาหลีเหนือ เขาพยายามจะเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมและบอกให้ผู้สื่อข่าวทำข่าวการชุมนุมด้วย ความเปิดกว้าง ทำให้จ้าวขัดแย้งกับพรรคและสูญเสียความเชื่อมั่นจากเติ้งเสี่ยวผิง
ในคืนวันที่ 18 พฤษภาคม คณะกรรมการกลาง (Politburo) มี มติเร่งด่วนให้ประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยมีจ้าวเพียงคนเดียวที่โหวตไม่เห็นด้วย ทำให้มีการประกาศกฎอัยการศึกออกมา โดยหลังจากนั้นก็มีคนเห็นจ้าวเดินไปตามจัตุรัสเทียนอันเหมิน เรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัวเพื่อไม่ให้เกิดการนองเลือด แต่ก็มีคนเชื่อว่าจ้าวเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุม ทำให้หลังจากเหตุการณ์เขาถูกสั่งกักบริเวณอยู่ภายในบ้าน และใช้เวลาที่เหลืออยู่จนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 17 มกราคม 2548
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Zhao Ziyang Tapes Reveal Call for Democracy, Radio Free Asia, 14-05-2009
Secret Tiananmen memoirs revealed, Michael Bristow, BBC, 14-05-2009
Zhao Ziyang's Testament, Paul Mooney, Far Eastern Economic Review, 14-05-2009
ประวัติของจ้าวจื่อหยาง
June 02 ใจ อึ๊งภากรณ์: วิเคราะห์อำนาจอำมาตย์ข้อเสนอ ใจ อึ๊งภากรณ์ เรียกร้องเสื้อแดง สู่ขบวนการเคลื่อนไหวมืออาชีพ ตั้งพรรคแดงให้เข้มแข็งและเป็นอิสระนอกรัฐสภา ทุกวันนี้คนเสื้อแดงกำลังรบกับอำนาจ “นอกระบบ นอกรัฐธรรมนูญ หรือนอกกรอบกติกาประชาธิปไตย” หรือที่เราเรียกกันว่า “อำมาตย์” ดังนั้นเราต้องร่วมกันทำความเข้าใจว่า อำนาจอำมาตย์ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งแปลว่าเราต้องมาศึกษาเรื่อง “รัฐ” ภาษาของอำนาจ/อำนาจของภาษาใน ‘สงครามแห่งสี’ โดย นักปรัชญาชายขอบมนุษย์รับรู้ เข้าใจอะไรได้ผ่านภาษา แต่ภาษาเป็นเครื่องมือที่สามารถสื่อ “ความหมาย” (meaning) มากกว่าสื่อ “ความจริง” (fact) และมันตลกตรงที่ว่าขณะที่มนุษย์สามารถใช้ภาษาเพียงสื่อความหมาย แต่เขากลับคิด หรือเชื่อ (อย่างเอาเป็นเอาตาย) ว่าตนเองกำลังสื่อความจริง ความเชื่อที่ว่าตนเองสามารถใช้ภาษาสื่อความจริง ทำให้มนุษย์รู้สึกอย่างสามัญว่าตนมีอำนาจเหนือภาษา สามารถ “ใช้” ภาษาสื่อโน่นนี่ตามที่ตนต้องการได้ทุกอย่าง แต่ทว่าภาษากลับเล่นตลกกับมนุษย์ คือนอกจากมันจะไม่ยอมสื่อความจริงอย่างเป็นไปตามความต้องการของผู้สื่อ (เท่านั้น) แล้ว ยังย้อนเกล็ดกลับมาเล่นงานผู้ที่ “ใช้” มันอย่างหน้าตาเฉย แสดงให้เห็นว่าในด้านหนึ่งภาษามันมีอำนาจเหนือการควบคุมของผู้ใช้ภาษา อย่างที่ว่ากันว่า “เมื่อเราพูดออกไป คำพูดจะเป็นนายของเรา” ไม่ทราบว่าใครคือมนุษย์คนแรกที่สร้างคำ เช่น “ผี” ขึ้นมา และไม่ทราบว่าเขาสร้างขึ้นมาเพื่อต้องการสื่อ “fact” หรือ “meaning” อะไร แต่คำ เช่น “ผี” มันมีอำนาจทำให้คนกลัวทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็น “fact” ที่ตัวเองกลัว เหมือนคำ เช่น “โคตรโกง” “โกงทั้งโคตร” “ล้มล้างสถาบัน” “ไม่จงรักภักดี” “ขายชาติ” ฯลฯ คนจำนวนมากก็ยังไม่ได้เห็น “fact” ที่คำพวกนี้อ้างถึง แต่ก็ทำให้คนทั้งเกลียดทั้งกลัว “meaning” ของคำต่างๆ เหล่านี้และทั้งเกลียดทั้งกลัวใครบางคนที่ถูกการรวบ“meaning” ของคำต่างๆ เหล่านี้มาปะติดปะต่อให้สังคมเห็นภาพว่าเขาคือ “ปีศาจ” ไม่มีใครเห็นผี แต่คนต่างกลัวความหมายของผีที่ถูกสร้างขึ้น (โดยเฉพาะที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนที่อ้างว่าเห็นผี) เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีที่ทำให้คนกลัว มิได้เกิดจากอำนาจของผู้เล่า หากเกิดจากอำนาจของเรื่องเล่านั้นๆ เอง ลองเทียบเคียง (อาจจะดูผิวเผินมาก) ว่า คนส่วนใหญ่เคยเห็น “ปีศาจทักษิณ” ที่เป็น “fact” อย่างจะจะกระจ่างแจ้งหรือไม่ แต่ทำไมผู้คนจำนวนมากต่างกลัว “meaning” ของ “ปีศาจทักษิณ” ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวาทกรรม เช่น “ไม่จงรักภักดี” “ล้มล้างสถาบัน” “ขายชาติ” ฯลฯ อำนาจของภาษาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่ามันโชว์ “fact” อะไร แต่อยู่ที่มันสามารถแสดง “meaning” อะไร ในการสัประยุทธ์ทางการเมืองระหว่าง “สี” เห็นได้ชัดว่า เป็นสงครามการผลิตสร้าง“meaning” และเป็นสงครามที่ดำเนินไปบนหลักการ (กู) ที่ว่า “fact” จะเป็นอย่างไรไม่สำคัญเท่ากับว่าคนเชื่ออะไร หรือคนคล้อยตาม “meaning” แบบไหน สิ่งยืนยันข้อสรุปข้างบนนี้ก็คือ จนป่านนี้ “fact” ของ “โคตรโกง” “โกงทั้งโคตร” “ล้มล้างสถาบัน” “ไม่จงรักภักดี” “ขายชาติ” ฯลฯ ยังไม่ถูกโชว์ให้สังคมเห็นจะจะผ่านกระบวนการพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่คนที่ถูกทำให้มี “meaning” ของ “ปีศาจ” ก็ไม่มีแผ่นดินอยู่แล้ว (ที่แย่กว่านั้นคือคนในสังคมกลับพูดถึงกันแต่ “meaning” ของ “ปีศาจ” มากกว่าที่จะใส่ใจการสืบค้น “fact” ของ “ปีศาจ”) อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งอำนาจของภาษาอาจดูเหมือนเป็นอิสระจากอำนาจของผู้ใช้ภาษา แต่ในอีกแง่หนึ่งอำนาจของผู้ใช้ภาษาหรืออำนาจที่เป็นฐานผลิตสร้างภาษาก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ภาษามีอำนาจอย่างซับซ้อน และหรือกระทั่งมีอำนาจอย่างที่ใครไม่อาจตั้งคำถามได้ ดังนั้น ภาษาจะมีอำนาจมากหรือน้อยบางทีก็ขึ้นอยู่กับว่ามันเป็น “ภาษาของอำนาจ” ใดด้วย เมื่อเราดูหนังจีน ได้ยินคำเช่น “ขอจงทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี” เราอาจขำๆ กัน แต่สำหรับคนที่อยู่ในประวัติศาสตร์ที่หนังกล่าวถึง หรือคนที่กล่าวคำเช่นนั้นในกาลเทศะทางประวัติศาสตร์เช่นนั้นย่อมจำนนต่อ “ความศักดิ์สิทธิ์” ของภาษาของอำนาจ (ที่ไร้ความหมายในทางข้อเท็จจริงหรือความเป็นไปได้ใดๆ) เช่นนั้น ดังนั้น ธรรมชาติแห่ง “ภาษาของอำนาจ” มันจึงยิ่งไม่ใส่ใจ “fact” แต่เต็มไปด้วยพลังของ “meaning” ที่ห้ามการคิดต่าง หรือมีลักษณะเผด็จการอย่างเบ็ดเสร็จต่อความเห็นต่าง คำในเชิง positive เช่น “เราจะสู้เพื่อในหลวง” “ปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์” “กู้ชาติ” “ใช้ธรรมนำหน้า” “ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” ฯลฯ ทั้งผู้สื่อและผู้รับสื่อต่างก็ไม่ชัดเจน (หรือไม่เข้าใจตรงกัน) ว่าคำพวกนี้สื่อถึง “facts” อะไรกันแน่ในบริบทของสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่เช่นทุกวันนี้ แต่ที่แน่ๆ คือคำพวกนี้มันมี “meaning” ที่ศักดิ์สิทธิ์ชนิดที่ว่าทำให้คนคล้อยตามได้ง่ายๆโดยไม่ตั้งคำถามใดๆในบริบทสังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆที่วัฒนธรรม “critical thinking” ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และอื่นๆยังไม่เข้มแข็ง ทำนองเดียวกัน คำในเชิง negative เช่น “ศัตรูของชาติ” “ขายชาติ” “ล้มล้างสถาบัน” “ฝ่ายอธรรม” “เนรคุณแผ่นดิน” ฯลฯ ก็ไม่ชัดเจนว่าสื่อถึง “facts” อะไรกันแน่ แต่ “meaning” ที่ถูกสร้างขึ้นโดยคำต่างๆเหล่านี้ได้ทำให้เกิดภาพอันน่าเกลียดน่ากลัวของ “ปีศาจ” อย่างสมเจตนาของฝ่ายที่ผลิตสร้างวาทกรรมเหล่านี้ จะเห็นว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา “ภาษาของอำนาจ” ตามตัวอย่างที่ยกมา มันแสดงอำนาจเผด็จการต่อความเห็นต่างอย่างคึกคะนอง ยิ่งมันพยายามแสดงให้เห็นว่ามีความสนิทแนบแน่นกับสถาบันอันเป็นฐานผลิตสร้างตัวมันเอง ยิ่งทำให้มันย่ามใจในการแสดงอำนาจเผด็จการต่อความเห็นต่างอย่างไม่เลือกคนเล็กคนน้อย กรรมกร คนขับแท็กซี่ ไปจนถึงไม่เลือกแม้กระทั่งหน้าอินทร์หน้าพรหม แต่ก็อย่างที่กล่าวแล้วว่า ในแง่หนึ่งภาษามันมีอำนาจของตัวมันเองที่เป็นอิสระจากอำนาจของผู้ใช้ภาษาหรืออำนาจของสิ่งที่เป็นฐานในการผลิตสร้างภาษา ดังนั้น “meaning” แห่งภาษาของอำนาจจึงไม่ได้เป็นไปตามอำนาจหรือความต้องการของผู้ผลิตสร้างภาษาเสมอไป ภาษาที่ผู้สร้างต้องการจะให้มันมี “meaning” ในทางเป็นฐานความชอบธรรมแก่ฝ่ายตนและมี “meaning” ในทางทำลายล้างฝ่ายอื่นๆ จึงย้อนกลับมาทำลายเครดิตของฝ่ายตนเสียเอง เป็นอุปสรรคต่อการเดินไปข้างหน้าในทางที่ฝ่ายตนคิดว่าสร้างสรรค์ (เช่น การสร้างการเมืองใหม่) และแม้กระทั่งย้อนกลับไปทำลายเครดิตของสถาบันต่างๆ (เช่น สถาบันสื่อ นักวิชาการ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฯลฯ) ให้ลดหรือหมดความน่าเชื่อถือลงไปอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อำนาจของภาษากำลังแสดงให้เราเห็นอะไร? เราใช้ภาษาหรือภาษาใช้เรา? เป็นเรื่องที่ยากจะชี้ชัดลงไปเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว แต่ที่พอจะเห็นรางๆ คือ “ภาษาของอำนาจ” (ตามจารีตเดิมๆ) กำลังลดความน่าเกรงขามและไร้พลังลงเรื่อยๆ ขณะที่ “อำนาจของภาษา” (ซึ่งไม่มีตัวตนของเจ้าของอำนาจเช่นนี้) กำลังย้อนเกล็ดภาษาของอำนาจอย่างคึกคัก โปรดระวังอย่าไปสร้าง “ภาษาของอำนาจสายพันธุ์ใหม่” ด้วยการสร้างบรรทัดฐานใดๆ ที่กีดกันการเสวนาแลกเปลี่ยนอย่างเสรีและเชิงวิพากษ์ด้วยเหตุผล “พื้นที่เสรี” และ “วัฒนธรรมการวิพากษ์ด้วยเหตุผล” ที่เข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้นที่ “อำนาจของภาษา” จะสามารถแสดงพลังของมันออกมาในทางส่งเสริมความเท่าเทียมในความเป็นคน หมายเหตุ: ที่เขียนมานี้ใช้ความเข้าใจของ “ผม” ต่อ “บางทฤษฎี” มาเป็นฐานอธิบาย “บางปรากฏการณ์แห่งสี” แต่ไม่แน่ใจว่า “ผม” จะเข้าใจตรงตาม “fact” หรือ “meaning” ของบางทฤษฎีหรือความคิดของนักทฤษฎีนั้นหรือไม่ หรือเพียงใด จึงไม่ได้กล่าวอ้าง “บางทฤษฎี” นั้น หรือไม่ได้ปฏิบัติตาม “ประเพณีอ้างอิงทางวิชาการ” ถือว่าเป็นความคิดชายขอบๆ ก็แล้วกัน เอวัง...ผู้ (หลงมา) อ่านจะมีอะไรว่าต่อก็เชิญ ! |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|